เทคโนโลยีล่าสุดกับพลังงานแสงอาทิตย์ แหล่งพลังงานในอนาคต

จากความหลากหลายของแหล่งที่การผลิต การก้าวข้ามปัญหา ไปจนถึงเพิ่มความสวยงามให้ตัวกำเนิดพลังงานแสงอาทิตย์ การนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้โดยตรงที่ไม่ต้องอาศัยเทคโนโลยีสูงนักหรือสลับซับซ้อนนัก การนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ในอนาคต
– เซลล์แสงอาทิตย์ให้ความเย็น เซลล์แสงอาทิตย์สามารถมีอุณหภูมิได้สูงถึง 55 องศาเซลเซียสเมื่อรังสีของดวงอาทิตย์นั้นสาดส่องลงมา ซึ่งอุณหภูมิเหล่านั้นไม่เพียงแต่ลดประสิทธิภาพในการแปลงพลังงาน แต่ยังลดอายุการใช้งานอีกด้วย
– พลังงานแสงอาทิตย์บนวิวทิวทัศน์ ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ของเซลล์แสงอาทิตย์ ซึ่งสามารถประกอบลงบนวัสดุโปร่งใสเพื่อการผลิตพลังงานโดยที่ไม่บดบังวิวทิวทัศน์ได้ ซึ่งโดยทั่วไปนั้นเซลล์แสงอาทิตย์จะเป็นแบบมีสีเพื่อการดูดซับพลังงานให้ได้ดีที่สุด แต่การคิดค้นแบบโปร่งใส่จะสร้างความหลากหลายมากขึ้น
– แผงเซลล์แสงอาทิตย์จากแบตเตอรี่รถยนต์ใช้แล้ว เป็นแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่มีอายุการใช้งานยาวนาน โดยนำตะกั่วจากแบตเตอรี่เก่ามาผลิตแผงเซลล์แสงอาทิตย์เพื่อให้พลังงานได้
– เซลล์แสงอาทิตย์แบบมีสีและกึ่งโปร่งใส่ สามารถนำไปเป็นเซลล์แสงอาทิตย์ที่ปรับใช้ยังตัวอาคารและหน้าต่างเพื่อการดักจับพลังงานได้
– แผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่ไม่มีวันสูญเสียโฟกัส ซึ่งสามารถโฟกัสและดักจับพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการผลิตไฟฟ้าได้ ระบบติดตามของพลังงานแสงอาทิตย์เข้มข้นนั้นสามารถเปลี่ยนการสะท้อนโดยขึ้นอยู่กับทิศทางของแสงอาทิตย์ที่มุ่งตรงมา เมื่อดวงอาทิตย์เคลื่อนระบบติดตามก็เคลื่อนตามอัตโนมัติ ซึ่งเซลล์แสงอาทิตย์ส่วนใหญ่จะเป็นรูปแบบกระจกและเลนส์ซึ่งต้องมีการเคลื่อนตามแสงอาทิตย์ ระบบติดตามแสงอาทิตย์นี้จึงให้ประโยชน์ทั้งการเพิ่มพลังงานจากแสงอาทิตย์ และเป็นการลดต้นทุนทางด้านพลังงานแสงอาทิตย์ด้วย
ปัจจุบันการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ประโยชน์ จำแนกได้ 2 ประเภท ได้แก่ การผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์ และการผลิตไฟฟ้าด้วยความร้อนจากแสงอาทิตย์ ซึ่งการผลิตไฟฟ้าด้วยแสงอาทิตย์ที่สามารถนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับประเทศไทย คือ การใช้เซลล์อาทิตย์ ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำหรับเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้า ทำให้การมองหาพลังงานทดแทนจากธรรมชาติเป็นที่สนใจ จะเห็นได้ว่าพลังงานจากแสงอาทิตย์สามารถให้พลังงานทดแทนได้ในหลายๆ ด้าน

วิทยาศาสตร์และด้านเทคโนโลยีของภาคอุตสาหกรรมไทยในการสร้างสรรค์ธุรกิจนวัตกรรม

“นวัตกรรม” เป็นการใช้ความรู้ ทักษะการบริหารจัดการ รวมทั้งประสบการณ์ทางด้านวิทยาศาสตร์และด้านเทคโนโลยี เพื่อการคิดค้น การประดิษฐ์ การพัฒนา การผลิตสินค้า การบริการ กระบวนการผลิต และการจัดการองค์กรในรูปแบบใหม่ ซึ่งโลกในปัจจุบันนี้หากองค์กรใดไม่สามารถพัฒนาและเปลี่ยนแปลงตนเองด้วยการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่องแล้ว ก็ย่อมที่จะประสบความสำเร็จในระยะยาวได้ยากและไม่สามารถก้าวขึ้นไปสู่การเป็นผู้นำของธุรกิจได้ ดังนั้น การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในระดับประเทศอย่างมีประสิทธิภาพและทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว จะช่วยขับเคลื่อนให้ไทยก้าวไปสู่เศรษฐกิจสังคมฐานความรู้ (knowledge-based society) และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลกได้อย่างยั่งยืน

ศักยภาพของภาคอุตสาหกรรมไทยในการสร้างสรรค์ธุรกิจนวัตกรรม

การที่จะขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยให้มีความสามารถในการสร้างสรรค์ธุรกิจนวัตกรรม จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและโดยเฉพาะภาคเอกชนที่ต้องมีการกำหนดทิศทางและกลยุทธ์ที่ชัดเจน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมภายในองค์กร ดังเช่นสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งเกิดจากการรวมกลุ่มของภาคเอกชนเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนภาคเอกชนในการสะท้อนปัญหา ข้อเสนอแนะ ข้อคิดเห็นเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆ ต่อภาครัฐ และประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการกระจายการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมทั่วประเทศอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้กับภาคอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ในการสร้างสรรค์ธุรกิจนวัตกรรม

ปัญหาและอุปสรรคต่อการพัฒนานวัตกรรมของผู้ประกอบการไทย

ผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดกลางและเล็ก ซึ่งยังขาดความพร้อมด้านเงินลงทุนและบุคลากรด้านวิจัยและพัฒนาอย่างมาก ดังนั้น เอกชนไทยจึงยังไม่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่มีศักยภาพทางการแข่งขันในระดับสูงได้ ซึ่งแม้ว่าภาครัฐจะมีการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาอยู่แล้ว แต่งานเหล่านี้ก็ยังไม่สอดคล้องกับความต้องการของธุรกิจ นอกจากนี้ ในบางกรณียังอาจเป็นไปในลักษณะที่แข่งขันกับภาคเอกชนด้วย เช่น การพัฒนายาและผลิตภัณฑ์สมุนไพรต่างๆ รวมทั้งยังขาดตลาดในการรองรับผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่เกิดขึ้นจากภาคเอกชนอีกด้วย

“วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย” ที่เขื่อมโยงกับ “ความคิด” และ “เทคโนโลยีสมัยใหม่”

รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ เพื่อปรับโครงสร้างการผลิตของประเทศด้วยการเชื่อมโยงธุรกิจภาคบริการ ภาคการผลิต และภาคเกษตรเข้าต้วยกัน โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์บนพื้นฐาน “วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย” ที่เขื่อมโยงกับ “ความคิด” และ “เทคโนโลยีสมัยใหม่” ซึ่งนัยสำคัญคือ สร้างระบบเศรษฐกิจที่ผสมผสานสินทรัพย์ทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย เข้ากับองค์ความรู้ที่ครอบคลุมทั้งเทคโนโลยี นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อผลิตสินค้าและบริการที่มีคุณลักษณะโดดเด่นเฉพาะตัวขึ้น เป็นการสร้างมูลค่าและคุณค่าทางเศรษฐกิจ เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้

สอดคล้องกับรูปแบบพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันที่เริ่มมองหาสิ่งใหม่ที่มากไปกว่าการใช้งานตามปกติ ทั้งในด้านของความสวยงาม สุนทรียภาพ และการตอบสนองความเป็นปัจเจกชน รวมทั้งการเกิดขึ้นของวิถีชีวิตใหม่ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสามารถค้นหาข้อมูลของสินค้าและบริการด้วยตนเอง รวมถึงการเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการผลิตสินค้าและบริการ ทำให้เกิดโอกาสและช่องทางในด้านการแข่งขันของผู้ประกอบการของไทย

ซึ่งหากวิเคราะห์โอกาสของประเทศไทยพบว่า ประเทศไทยไม่ได้มีจุดเด่นด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม หรือเงินทุนจำนวนมากที่จะสามารถสร้างความสามารถทางการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมของไทยได้ แต่ประเทศไทยมีทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถนำมาผสมผสานและสร้างมูลค่าขึ้นได้ แต่อย่างไรก็ดีภาคอุตสาหกรรมของไทยส่วนใหญ่เคยชินกับระบบทุนนิยมมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในกลุ่มของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่อาศัยเทคโนโลยีและเครื่องจักรในสายการผลิต ทำให้การปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตกระทำได้ยาก แต่กลุ่มผู้ประกอบการ SMEs นับได้ว่ามีข้อได้เปรียบมากกว่ากลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่เนื่องจากสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตหรือรูปแบบผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็วได้ง่ายกว่าผู้ประกอบการขนาดใหญ่ รวมถึงภูมิปัญญาและวัฒนธรรมที่แฝงอยู่กับกลุ่มผู้ประกอบการขนาดย่อมยังสามารถนำมาต่อยอดให้กับผลิตภัณฑ์และบริการให้มีมูลค่าสูงขึ้นได้ง่าย

โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือ OTOP ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดเศรษฐิกจเชิงสร้างสรรค์ เนื่องจากเป็นการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการบนรากฐานของศิลปะและภูมิปัญญาของวัฒนธรรมไทย ซึ่งเป็นจุดขายให้กับผลิตภัณฑ์และบริการที่สามารถตอบสนองความต้องการละเมียดและความแตกต่างของผู้บริโภค ซึ่งที่ผ่านมาผลิตภัณฑ์ OTOP หลายชนิดสามารถพัฒนากลายเป็นสินค้าชั้นสูงราคาแพงที่เป็นที่ต้องการของตลาดโลก เช่น ผู้ประกอบการมีดอรัญญิกที่พัฒนาและใช้ทักษะการทำมีดมาประยุกต์ทำอุปกรณ์บนโต๊ะอาหาร เช่น ช้อน ส้อม ที่มีราคาสูง เป็นต้น ดังนั้น การยกระดับและการสร้างผู้ประกอบการ SMEs ให้เป็น Creative SMEs ที่ใช้ “วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย” มาต่อยอด “ความคิดในการพัฒนาออกแบบสินค้าและบริการ” การใช้ “เทคโนโลยสมัยใหม่” ในการปรับปรุงคุณลักษณะให้เกิดเป็นสินค้าและบริการที่ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดที่มีความหลากหลายในปัจจุบัน จึงเป็นเป้าหมายสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถให้กับกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs รวมถึงเป็นรากฐานการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต

ประยุกต์ใช้ในงานสาธารณสุขและการแพทย์

เทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง คือเครื่องมือสำหรับแพทย์ และอุปกรณ์ให้ความช่วยเหลือจะลดความยุ่งยากของผู้ดูแล ความก้าวหน้าในบริการด้านการแพทย์ รวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เป็นคอมพิวเตอร์ ช่วยปกป้องชีวิตของผู้คน ผลิตภัณฑ์ของ THK สอดคล้องกับมาตรฐานที่เชื่อถือได้สูงสุด ที่เป็นที่ต้องการสำหรับอุปกรณ์ทางการแพทย์

เทคโนโลยีสารสนเทศได้รับการนำมาใช้ในการพัฒนา ด้านสาธารณสุขอย่างกว้างขวาง และทำให้งานด้าน สาธารณสุขเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โดยกระทรวงสาธารณสุข ได้ปรับระบบการบริหารงาน และนำเทคโนโลยี สารสนเทศมาใช้ในงานต่างๆ ดังนี้
รูปแสดงการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในวงการสาธารณสุขและการแพทย์
– ด้านการลงทะเบียนผู้ป่วย ตั้งแต่เริ่มทำบัตร จ่ายยา เก็บเงิน
– การสนับสนุนการรักษาพยาบาล โดยการเชื่อมโยงระบบคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาล ต่างๆ เข้าด้วยกัน สามารถสร้างเครือข่ายข้อมูลทางการแพทย์ แลกเปลี่ยนข้อมูลของผู้ป่วย
– สามารถให้คำปรึกษาทางไกล โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชำนาญ เทคโนโลยีสารสนเทศ จะช่วยให้แพทย์สามารถเห็นหน้า หรือท่าทางของผู้ป่วยได้ ช่วยให้ส่งข้อมูลที่เป็นเอกสาร หรือภาพเพื่อประกอบการพิจารณาของแพทย์ได้
– เทคโนโลยีสารสนเทศจะช่วยในการ ให้ความรู้แก่ประชาชนของแพทย์ หรือหน่วยงานสาธารณสุขต่างๆ เป็นไปด้วยความสะดวก รวดเร็ว ได้ผลขึ้น โดยสามารถใช้สื่อต่างๆ เช่นภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหวมีเสียงและอื่นๆ เป็นต้น
– เทคโนโลยีสารสนเทศ ช่วยให้ผู้บริหารสามารถกำหนดนโยบาย และติดตามกำกับการดำเนินงานตามนโยบายได้ดียิ่งขึ้น โดยอาศัยข้อมูลที่ถูกต้องฉับไว และข้อมูลที่จำป็น ทั้งนี้อาจใช้คอมพิวเตอร์เป็นตัวเก็บข้อมูลต่างๆ ทำให้การบริหารเป็นไปได้ด้วยความรวดเร็ว ถูกต้องมากยิ่งขึ้น
– ในด้านการให้ความรู้หรือการเรียน การสอนทางไกล เทคโนโลยีสารสนเทศ โดยเฉพาะดาวเทียม จะช่วยให้การเรียนการสอนทางไกล ทางด้านการแพทย์และสาธารณะสุข เป็นไปได้มากขึ้นประชาชนสามารถเรียนรู้พร้อมกันได้ทั่วประเทศและ ยังสามารถโต้ตอบหรือถามคำถามได้ด้วย